PRE-EVENT V: ACT TO LOVE / รักษ์โลก

รักผืนดินแม่ ด้วยใจยินดี
เพื่อนรัก เราแต่ละคนคือผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!
อืม... เป็นดังผู้แสดงออกถึงความสำนึกผิดต่อผืนดินแม่อย่างเป็นรูปธรรม
เชิญพวกเรารักธรรมชาติด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา
 



เชิญเราร่วมแบ่งปัน PRE-EVENT V

    การคุยกันระหว่างเยาวชน ทั้งเรื่องน้ำใจ น้ำใจนักกีฬา และก็เรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ  ไม่มีวันจบสิ้น แน่ชัดทีเดียวเรื่องเกี่ยวกับเยาวชนน่าสนใจมากมาย
    โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้พวกเขามีความสุขความยินดี หลายคนมักแสดงออกว่าเป็นคนร่าเริงเมื่อคนในกลุ่มยกยอว่าเขาเป็นคนสดใสร่าเริง แต่ที่แปลกคือ
    เด็กหนุ่มคนเดียวกันนี้มักชอบปลีกวิเวก เมินเฉยต่อสิ่งรอบข้าง ขณะที่เยาวชนหลายๆ คนมักตามแฟชั่น ใช้ของแบรนเนม ติดหรู ใช้แก็ตเกต เฟสบุ๊ค
    ทวิตเตอร์ บล็อก และก็มีอีกไม่น้อยใช้สื่อออนไลน์แล้วนำภัยมาสู่ตัวแทนที่จะมีความสุขยินดีจากประสบการณ์การใช้สื่อเหล่านั้น

    ถึงแม้ว่าเยาวชนจำนวนมากแสดงออกว่าเป็นคนร่าเริงยินดี และใช้ “ความสุขยินดี” เป็นเพียงหน้ากากในสังคม แต่ยังคงมีเยาวชนบางส่วนใช้ให้เกิด
    ประโยชน์ในชีวิตอย่างเอาจริงเอาจัง พวกเขาเผื่อแผ่ความสุขยินดีทั้งในการรับใช้ทั้งในพิธีกรรมและในกิจกรรมเพื่อสังคม

    ความสุขยินดีของเยาวชนสามารถแสดงออกในรูปแบบของการรักและรับใช้ ความร่าเริงยินดีแบบเยาวชนก็หมายถึงเยาวชนมอบความรักให้ผู้อื่น คำว่า
     “รัก” ช่างง่ายนักที่จะเอ่ย แต่เราอยากเห็นคำว่ารักนำไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยเช่นกัน ความรักนั้นไม่ได้หมายถึง รักพ่อแม่ รักพี่น้อง รักครอบครัว หรือ
    รักแฟนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรักโลกด้วย การรักโลกยังเป็นการรักษาชีวิตทั้งผู้อื่นและพวกเราเอง ทั้งยังเป็นรูปแบบการแสดงความซื่อสัตย์ภักดีต่อ
    องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย (1คร 10:26 เพราะแผ่นดินและทุกสิ่งที่อยู่บนแผ่นดินเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า)

    พระสมณสาส์น ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า (LAUDATO SI)
    1.LAUDATO SI, MI SIGNORE” “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” คือคำที่นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ร้องสรรเสริญพระเจ้า ในบทเพลงอัน
    ไพเราะนี้ ท่านเตือนเราว่า บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันนี้ เป็นเสมือนพี่สาวคนหนึ่ง ซึ่งเราแบ่งปันชีวิตด้วยกัน และเป็นเสมือนมารดาผู้งดงาม ซึ่งต้อนรับเรา
    ด้วยอ้อมแขนที่โอบกอดเรา “ขอสรรเสริญพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าสำหรับผืนแผ่นดิน พี่สาวและมารดาของเรา ผู้ค้ำจุนปกป้องเราและผลิต
    พืชผลนานาชนิด พร้อมดอกไม้หลากสีสัน อีกทั้งผักหญ้านานาพันธุ์” (1)

    2.บัดนี้ พี่สาวผู้นี้ส่งเสียงร้อง เพราะความเสียหายที่เราได้ก่อให้เกิดขึ้นกับเธอ ด้วยการใช้ทรัพย์สินที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เธออย่างไม่รับผิดชอบและ
    ฟุ่มเฟือย เราเติบโตขึ้นมาด้วยความคิดว่าเราเป็นเจ้าของ เป็นผู้ควบคุมโลก และเป็นผู้มีอำนาจที่จะใช้แผ่นดินนี้ ความรุนแรงในจิตใจมนุษย์ที่บาดเจ็บ
    เพราะบาปนั้นเห็นได้จากอาการผิดปกติของผืนดิน น้ำ อากาศ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ แผ่นดินซึ่งถูกกดขี่และถูกทำร้าย”

    มิใช่แค่ท่านนักบุญฟรังซิสที่เตือนพวกเราให้รักโลกดังพี่สาว แต่โป๊ปฟรังซิสทรงเชื้อเชิญพวกเราไม่ใช่แค่ห่วงใยแต่ต้องเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ
    การรักษาโลกของเราด้วย เมื่อเรามองสภาพแวดล้อมล่าสุด เราก็เห็นถึงสภาวะมลพิษมีเพิ่มมากขึ้น สภาวะนี้มิได้เกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง หากแต่เกิดขึ้น
    จากหลายสาเหตุทุกวัน ตัวอย่างเช่นมลพิษทางอากาศเกิดขึ้นจากระบบคมนาคมขนส่ง ควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และสารเคมีที่ทำให้ดินและน้ำ
    กลายเป็นกรด ทั้งจากปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ย่าฆ่าเชื้อรา ปุ๋ยเคมี ยากำจัดวัชพืช รวมทั้งสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ ได้ส่งผลกระทบไม่ใช่แค่ทำลาย
    สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพตามมาด้วย

    เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงมลพิษที่เกิดจากขยะ ซึ่งรวมถึงขยะอันตรายที่มีอยู่ในสถานที่ต่างๆ ด้วยเช่นกัน ทุกๆ ปีมีขยะที่ถูกทิ้งวันละหลายร้อยล้านตัน
    ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ทั้งขยะจากครัวเรือนและบริษัทห้างร้าน ขยะที่เกิดจากการทำลายสิ่งก่อสร้าง ขยะจากสถาน
    พยาบาล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะจากภาคอุตสาหกรรม ส่วนมากมักปนเปื้อนสารพิษร้ายแรงและสารกัมตภาพรังสี เพราะฉะนั้น ปัญหามลพิษจึงไม่ได้
    เกิดแค่มลพิษทางอากาศเท่านั้น แต่เกิดมลพิษและการปนเปื้อนในดินและในน้ำด้วย โลกซึ่งเป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน กลายเป็นกองปฏิกูลขนาด
    มหึมามากขึ้นทุกวัน (อ้าง 1.1 ภาวะมลพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาภูมิอากาศ ภาวะมลพิษ ขยะ และวัฒนธรรมการทิ้งขว้าง ข้อ 21, พระสมณสาส์น
     “ขอสรรเสริญ องค์พระผู้เป็นเจ้า”)

    สาเหตุจากการถูกทำลาย แน่นอน ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากวัฒนธรรม “การทิ้งขว้าง” การใช้น้ำอย่างทิ้งขว้าง การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสุรุ่ยสุร่าย การทิ้ง
    อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในวัฒนธรรม “การทิ้งขว้าง” ทั้งสิ้น

    วัฒนธรรมการกินทิ้งกินขว้างเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเสียหายอย่างมหาศาล จากรายงานขององค์การอาหารและเกษตรของสหรัฐอเมริกา
    ได้ระบุว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่มีในโลกถูกทิ้งขว้าง และมีมูลค่าเกือบล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินที่สูญไปจำนวนนี้สามารถนำไปช่วยผู้หิวโหยขาดแคลน
    อาหารได้ถึงสองล้านคน ในรายงานจากแหล่งอื่นยังพบอีกว่ามีคนอดอยากขาดแคลนอาหารทั่วโลกอยู่ 800 ล้านคน

    นอกจากนี้ การทิ้งขว้างอาหารทำให้อายุของโลกสั้นลง ทั้งนี้เพราะมันก่อให้เกิดการทำลายกระบวนการเกษตรชีวภาพมากขึ้น โป๊ปฟรังซิสได้กล่าวไว้
    อย่างชัดเจนในบทเทศน์ของพระองค์ขณะที่ร่วมงานฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลกขององค์การสหประชาชาติ

    “ปู่ย่าตายายของเราไม่เคยทิ้งขว้างอาหาร ขณะที่บริโภคนิยมทำให้พวกเราคุ้นชินกับการทิ้งขว้างอาหารเป็นประจำทุกวัน จนทำให้เราไม่เห็นคุณค่าของ
    อาหาร วัฒนธรรมการทิ้งขว้างทำให้พวกเรากลายเป็นคนด้านชากับการทิ้งและขจัดอาหารออกไป ซึ่งเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมาก โชคร้ายจริงๆ เพราะ
    ยังมีผู้คน และครอบครัวจำนวนมากกำลังทุกข์ทรมานจากความหิวโหยและขาดแคลนอาหาร ฉะนั้น การทิ้งขว้างอาหารก็เท่ากับกำลังขโมยอาหารจากโต๊ะ
    อาหารของคนอดอยากยากจน” โป๊ปกล่าว

    ข้าวกำลังร้องไห้
    ยอคยาการ์ต้าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมักไปชื่นชมธรรมชาติ เยี่ยมชมงานด้านการศึกษา วัฒนธรรม ช้อปปิ้ง ซึ่งแน่นอนการท่องเที่ยวก็รวม
    เรื่องอาหารการกินเบ็ดเสร็จ ยอคยาการ์ต้าจึงเต็มไปนักท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ก็ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ยังไปเที่ยวแบบครอบครัวด้วย เช่น
    ติ๊นากับโตโน่พร้อมกับพ่อแม่ของพวกเขาก็มาพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยวที่โรแมนติคของยอคยา หลังจากที่พวกเขาเที่ยวชมเมืองจนเหน็ดเหนื่อย
    พวกเขา ก็เสาะหาร้านอาหารรับประทาน ติ๊นาและครอบครัวของเธอเลือกทานอาหารประเภทกูเด้ก (Gudeg) เป็นอาหารมื้อค่ำของพวกเขา หลังจาก
    ได้รับอาหารที่สั่งแล้ว พวกเขาก็ลงมือรับประทานอาหารจานเด็ดของตน ติ๊นาทานกูเด เครคเค้ก ขณะที่โตโน่กินกูเด็ก พอร์ไรดช์อย่างเอร็ดอร่อย
    พ่อแม่ของทั้งคู่ก็ทานอย่างอร่อยเช่นกัน

    ติ๊นากับคุณพ่อคุณแม่ ทานอาหารเกลี้ยงจาน แต่โตโน่ เหลืออาหารสองสามคำไว้ ก่อนที่เขาก็รวบช้อนส้อม
    “ทำไมล่ะ โตโน่ อิ่มแล้วเหรอ?” แม่ของโตโน่ถาม
    โตโน่ พยักหน้า
    “อืม.. เอาอีกแล้ว ชอบทำนิสัยแย่ๆ แบบนี้เรื่อยเลย” ติ๊นาพูดเรียบๆ
    แล้วคุณพ่อก็พูดว่า “ลูกต้องทานให้หมด ไม่งั้นข้าวจะร้องไห้นะ”
    “ใช่เลยจ้าโตโน่ ลูกต้องทานให้เกลี้ยง เพราะไม่ใช่แค่ข้าวที่ร้องไห้นะ แต่พ่อกับแม่ก็จะเสียใจด้วยเช่นกันที่ลูกทานอาหารไม่หมด
    พวกเราทุกคนควรรู้คุณสำหรับอาหารค่ำนะ เพราะขณะที่เรากินอิ่มก็ยังมีคนอีกจำนวนมากกำลังอดอยากหิวโหย” คุณแม่พูดอย่างใจเย็น

    หลังจากที่โตโน่ทำพลาดครั้งนั้น เขาก็รับประทานอาหารหมดเกลี้ยง ไม่เคยทิ้งขว้างอาหารอีกเลย และผลจากบทเรียนนี้
    เขายังแบ่งอาหารที่เขามีให้ผู้อื่น แถมยังแข็งขันในการแบ่งปันอาหารให้กับผู้ที่โชคดีไม่เท่าเขาด้วย
     

    นักบุญองค์อุปถัมภ์ : นักบุญเปาโล
     

    นักบุญเปาโลได้ย้ำเตือนเราว่า ผลจากการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า
    ทำให้มนุษย์และโลกคืนดีกับพระเจ้า เพราะการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนมชีพนี้จึงทำให้เกิด
    สัมพันธภาพใหม่ อันเป็นสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกันระหว่างมนุษย์-ธรรมชาติ-พระเจ้า (อ้าง 1 คร 15:20-28) เพราะฉะนั้น จากถ้อยคำในบทจดหมายฉบับนี้ “เพราะ” แผ่นดินและทุกสิ่งที่อยู่