...ตื่นสู่ความเป็นจริง...


    จากหนังสือ พลังแห่งชีวิต_พ่อ

    ผมกำลังนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำที่ใส่แผ่นยิบซัมไว้เต็ม
    ตอนที่ลูกชายวัยสิบสามปีของผมถามขึ้นว่า “พ่อจะพาผมไปตีกล์อฟบ้างได้ไหมครับ”
    ผมกำลังทำห้องน้ำใหม่ ตอนนี้เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
    พยากรณ์อากาศทำนายว่า ช่วงอาทิตย์หน้า ฟ้าใสที่โฮเรกอนอาจมีฝนพรำได้ตลอดทั้งอาทิตย์
    ผมอยากจะปฏิเสธลูก แต่ปากกลับตอบไปว่า “ได้สิ ลูกมีแผนอะไรล่ะ”
    “ก็...พ่อไปรับผมกับเจเร็ดหลังโรงเรียนเลิกวันศุกร์ แล้วพาเราไปโอ๊กเวย์ได้ไหมครับ”
    “ไม่เลว เอาสิ”

    ถึงวันศุกร์ ฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย
    ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ถ้าทำได้ ผมคงเลือกทำงานกับแผ่นยิปซัมที่บ้าน
    แต่เมื่อถึงเวลานัด ผมก็รีบถอดชุดซ่อมบ้านมาใส่ชุดกันฝน
    ขนไม้กอล์ฟของเด็กและของตัวเองใส่หลังรถ และไปรับไรอันกับเจเร็ดที่หน้าโรงเรียน
    ไรอันมองผมด้วยสีหน้างุนงง “ใส่หมวกกอล์ฟมาทำไมหรือครับ” แกถาม
    ผมคิดในใจว่าถามอะไรไม่เข้าท่า เหมือนกับถามนักประดาน้ำว่าเอาตีนกบมาทำไม
    “ก็เราจะไปตีกอล์ฟกันไม่ใช่หรือ”

    เกิดความเงียบประหลาดอยู่ชั่วขณะ เหมือนเสียงตามสายโทรศัพท์ที่จู่ ๆ ก็หลุดไปเฉย ๆ
    “เอ่อ พ่อจะไปกับเราด้วยหรือครับ” แกถาม
    ผมอึ้งไปราวกับถูกไม้กอล์ฟเบอร์สามหวดเข้าที่ท้องอย่างจัง
    นี่ผมไม่ได้รับเชิญให้ร่วมวงด้วยหรอกหรือ
    เวลา 13 ปี ที่ผมเป็นพ่อของลูกวาบขึ้นมาใหม่ในม่านตา
    ตั้งแต่ลูกเกิด ผมเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ป้อนนมกลางดึก
    ช่วยทำการบ้าน ช่วยก่อปราสาททราย ช่วยซ่อมจักรยานให้
    ไปลุ้นดูกีฬา ไปส่งเข้าค่าย ทุกครั้งเราไปด้วยกัน ไม่ว่าที่ไหน ลูกชายกับผม
    ตอนนี้ลูกไม่คิดจะชวนผมแล้ว ก็เท่านั้น
    นี่เองจุดจบของความสัมพันธ์ที่ผมเข้าใจเองมาตลอดหลายช่วงปีที่ผ่านมา
    แล้วสุดท้าย “ไปก่อนนะครับพ่อ ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมา
    แต่ผมโตพอที่จะหวดไม้กอล์ฟของผมเองได้แล้ว
    พ่อกลับไปนั่งเก้าอี้โยก เล่นปริศนาอักษรไขว้ แล้วก็อ้อ เกือบลืมไป...นี่ครับ
    คูปองลดครึ่งราคา เผื่อพ่อจะเอาไว้ใช้ซื้อยาบำรุงเจริตอลขวดใหม่”

    ความทรงจำบรรดามีแวบผ่านสมองไปในชั่ว 2 วินาที เหลืออีก 3 วินาที
    ผมต้องรีบตอบกลับแก ก่อนที่แกจะสงสัยและคิดว่าผมอยากจะไปตีกอล์ฟกับแกและเพื่อน
    ผมต้องพูดอะไรสักอย่าง ผมอยากจะพูดว่า ลูกทำกับพ่อแบบนี้ได้ยังไง
    โยนพ่อทิ้งเหมือนของไร้ค่า เราเป็นคู่หูกันมาตลอด นี่มันทิ้งกันนี่นา ทำร้ายจิตใจผู้ใหญ่
    นี่มันเหมือนกับตอนที่ลิวอิส หันไปบอกคล้าก เมื่อพ.ศ. 2348 ว่า
    “แล้วเจอกันนะบิล ฉันไปโอเรกอนเองได้โดยไม่ต้องมีนายแล้วละ”
    หรือเหมือนกับตอนที่จอห์น เกลน แจ้งไปยังฐานบังคับการว่า
    เขาขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา แต่เขาบังคับยานเองได้แล้ว
    หรือเหมือนกับตอนที่ไซมอนแยกตัวออกจากวงการ์ฟุงเกล
    ตอนที่เพลง “A Bridge over Troubled Water” กำลังออกใหม่ ๆ
    ทำไมถึงเป็นแบบนี้ หมดเวลาคิดเตลิดเปิดเปิงแล้ว
    ผมควรจะหันมาประจันหน้ากับแก และบอกให้แกรู้ว่าผมเจ็บปวดแค่ไหน
    บอกให้รู้กันไปเลย กล้าเข้าไว้ แข็งใจและบอกไปเลย
    “พ่อน่ะหรือจะไปกับลูก เปล่า ลูกก็รู้ว่าพ่อมีงานซ่อมบ้านจนท่วมหัวแล้ว”
    เรานั่งรถต่อมาในความเงียบราว 2-3 นาที “แล้วลูกจะจ่ายเงินค่ากอล์ฟยังไงล่ะ” ผมถาม
    รู้สึกเสียหน้าจนรู้สึกเจ็บแปลบไปถึงหัวใจ
    “ก็...พ่อจะให้ผมยืมสัก 7 เหรียญก่อนได้ไหมอ่ะครับ”
    อ้อ เข้าใจล่ะ ลูกไม่ต้องการตัวผม แต่ยินดีรับเงินจากผม
    “ไม่มีปัญหา” ผมตอบ

    ผมส่งไรอันกับเจเร็ดลงจากรถ อวยชัยให้พร และบ่ายหน้ากลับบ้าน
    บัดนี้ลูกของผมดูแลตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องมีใครมาคอยบอกให้แกเปลี่ยนไม้เบอร์ 5
    หรือสอนวิธีตีลงเนินยาก ๆ หรือวิธีตีขึ้นจากสนามทราย
    แต่ถ้าเกิดมีฟ้าแลบล่ะ หรือเกิดเป็นไฮโปเทอร์เมียล่ะ
    หรือถ้าเกิดรถกอล์ฟไหลล่ะ หรือถูกพวกกอฟเฟอร์รุมเอา
    แกยังเด็กขนาดนี้ ใครจะไปคอยดูแลกัน
    แล้วยังไงล่ะ สุดท้าย ผมก็ต้องขับรถกลับมาตัวคนเดียว
    ไม่ใช่เฉพาะแค่เดี๋ยวนี้เท่านั้น แต่เป็นแบบนี้ตลอดไปด้วย
    เรื่องเป็นแบบนี้สินะ สายสัมพันธ์ขาดสะบั้น ชีวิตจะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว
    ผมเดินเข้าบ้าน “กลับมาแล้วหรือคะ” ภรรยาผมถามขึ้น
    ผมรู้ว่ามันดูเหมือนเด็กอายุ 13 ปี มาฟ้องแม่
    ว่ามีผมคนเดียวที่เพื่อน  ๆ ในแก็งไม่ได้เชิญให้ไปนอนค้างที่บ้านด้วย
    แต่ผมก็ยังทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโตอยู่ดี ผมบอกเธอไปว่า
    “ก็ผมไม่ได้รับเชิญ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงน้อยใจเล็ก ๆ

    เกิดความเงียบแปลกพิกลขึ้นอีกครั้ง
    แล้วภรรยาก็ผมก็หัวเราะโพล่งออกมา มันก็เจ็บเหมือนกันนะ
    แต่ก็อดขำตัวเองไม่ได้ แล้วผมก็เริ่มประจักษ์อะไรบ้างอย่างชัดขึ้น
    ผมกลับไปจัดการกับห้องน้ำต่อ และเริ่มเห็นความจริงในชีวิตอีกข้อหนึ่ง
    พ่อลูกสักวันก็ต้องเปลี่ยนไป ผมเลี้ยงเขามาก็เพื่อวันนี้
    นับแต่วันที่เขาลืมตามองผมและแผดเสียงร้องไห้จ้า
    ผมเลี้ยงเขามาไม่ใช่เพื่อให้มาเป็นเพื่อนเล่นกอล์ฟกับผม
    แต่เพื่อนให้เขาก้าวสู่โลกด้วยตนเอง ด้วยชุดไม้กอล์ฟของเขาเอง
    เล่นเกมของตัวเอง ด้วยความเชื่อมั่นของตัวเอง

    พระเจ้าหล่อหลอมลูกชายของผมขึ้นใหม่ และเพิ่มช่องว่างนี้ให้ผมกับลูกชาย
    และบรรณาการ “รูปลักษณ์ชีวิตใหม่” ให้กับเขา
    นั่นคือสร้างให้เขาเป็นตัวของตัวเองได้ดีกว่าตอนที่มีผมคอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ
    เหมือนสมัยตอนผมเด็ก ๆ อายุเท่าไรอัน ผมแบบถุงกอล์ฟขึ้นบ่า
    ขี่จักรยาน 8 กิโลเมตรข้ามเมืองไปเล่นกอล์ฟที่สวนสาธารณะเล็ก ๆ
    ชื่อ แมรี่สวิลล์ ซึ่งผมวาดภาพเป็นสนามออกุสต้าเนชั่นแนล
    ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ รู้สึกผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทันตาตอนที่เดินเข้าไปในสโมสรมืด ๆ นั้น
    ควันบุหรี่ลอยคลุ้งมาจากวงไพ่โบ๊กเกอร์ด้านซ้ายมือ
    ผมวางเงินไป 2 ดอลล่าร์ เป็นค่าเล่น 9 หลุม
    ถามว่าวันนั้น ผมจะอยากให้พ่อไปด้วยไหม
    ไม่มีทาง เด็กผู้ชายก็ต้องทำในสิ่งที่เด็กผู้ชายต้องทำ และผมต้องโตเป็นผู้ใหญ่เสียที

    ผมกลับไปซ่อมท่อน้ำต่อ สักราว ๆ 2-3 ชั่วโมงต่อมา
    ผมก็ได้ยินเสียงไรอันเดินผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามา
    และได้ยินเสียงแกบ่นพึมพำกับแม่ว่า แกพัทไม่ลงหลุมเลย ไดร์ฟก็ไม่ดี
    แถมน้ำยังเจิ่งท่วมสนาม ไม่สนุกเลย ฟังดูเหมือนใครสักคนที่ผมรู้จัก
    รองเท้าเทนนิสของแกโชกไปด้วยน้ำ เสียงดังไปตลอดทาง สักพักก็เดินกลับมาหาผม
    “พ่อครับ” แกพูด เปียกน้ำไปทั้งตัว “โครตไม่สนุกเลยครับ
    วันหลังผมไปเล่นกอล์ฟกับพ่อบ้างได้ไหมครับ ผมอยากให้พ่อช่วยผมด้วย”
    ผมอยากกอดแก เร่งเครื่องเลื่อยไฟฟ้าให้ดังกระหึ่ม และไชโยออกมาดัง ๆ ว่า
    “ลูกยังต้องการผมอยู่!” ผมอยากจะบอกพระเจ้าว่า
    “ขอบคุณที่พระองค์ยอมให้ผมเป็นส่วนหนึ่งในก้าวชีวิตใหม่ของลูก”
    แต่ความเป็นพ่อ มันค้ำคอผมอยู่
    จึงได้แค่ตอบอย่างขรึม ๆ กลับไปว่า “ได้ซิไรย์ เมื่อไหร่ก็ได้”
     

ก่อนหน้านี้ / หน้าถัดไป

อ่านทั้งหมด

บ้าน
ครอบครัว

ศรัทธา
ความหวัง

มิตรภาพ
การแบ่งปัน

มากกว่ารัก
กำลังใจ

สติ
สร้างสัีนติ

กล้าก้าว
เติมฝัน