จากหนังสือ พลังแห่งชีวิต_พ่อ
ข้าพเจ้าคิดไม่ออกว่าจะมีความต้องการใดในวัยเด็ก
ที่จะรุนแรงเท่าความต้องการคุ้มครองจากพ่อ.............ซิกมันด์ ฟรอยด์
พ่อของฉันเก่งและซื่อสัตย์ อีกทั้งยังแก้ปัญหาความขัดแย้งได้เก่งเหลือเชื่อ
พ่อสุขุมรอบรู้ และจะพูดก็ต่อเมื่อมีเรื่องสำคัญจริง ๆ อย่างน้อย
นั่นคือภาพที่ฉันมองพ่อในตอนนี้ พลังเงียบที่แฝงอยู่ภายใน
พ่อไม่จำเป็นต้องบอกใครว่ามีพลังแค่ไหน เพราะพ่อจะแสดงให้เห็นได้เสมอ
ตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น ฉันเคยคิดว่าพ่อไร้น้ำยา โดยเฉพาะเวลาที่พ่อนั่งเฉย ไม่พูดไม่จา
ตอนที่ฉันกับน้องชายตีกัน ใบหน้าของพ่อมักจะมีแต่รอยยิ้มน้อย ๆ
และคอยหันไปมาเหมือนอย่างเวลาดูเขาแข่งเทนนิสกัน แล้วจะพูดแต่เพียงว่า
ต้องรู้จักเลือกว่าตอนไหนต้องสู้
ฉันคิดว่าพ่อเสียสติไปแล้ว ทำไมพ่อถึงไม่ทำอะไรสักอย่าง
พ่อช่วยฉันหน่อยไม่ได้หรือ พ่อเป็นอะไรไป พ่อเป็นพ่อของฉัน
น่าจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่เอาคำพูดดาษ ๆ มาบอกแบบนี้
แต่พ่อยังคงไม่ปริปาก แล้วฉันก็คิดแบบนั้นอยู่หลายปี
เชื่อว่าพ่อไร้น้ำยาทั้ง ๆ ที่ผิดจากความจริงไปไกล ทว่าเหมือนไม่นานมานี้เอง
มิตซ์พี่ชายของฉันก็ได้เล่าเรื่องบางอย่างที่ปลุกให้ฉันเห็นความจริงบางประการที่เคยรู้เมื่อยังเ็ป็นเด็ก
แต่หลงลืมไปเมื่อกลายเป็นวัยรุ่นหัวดื้อ พ่อคือวีรบุรุษ คนเก่งของฉัน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง พ่อพามิตซ์กับเพื่อนหลายคนไปดูการแข่งขันชกมวยชิงแชมป์โกลเด้นโกลฟส์
ซึ่งสำหรับเด็กผู้ชายอายุ 14 ปี ตอนนั้นต้องเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เร้าใจเหลือเกิน
ก่อนการชกแต่ละคู่ พ่อจะคอยมองแต่คนแถวนั้น ทั้งคนผิวสี ผิวขาว ชาวละตินอเมริกัน
และเอเชียปะปนกันไป จนเมื่อการชกเริ่มชึ้น พ่อก็จะพุ่งความสนใจไปที่เวทีทันที
ไม่สนใจแม้กระทั่งคนที่กำลังสู้กันอยู่นอกอัฒจันทร์
เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง พ่อ มิตซ์ และเพื่อนเบียดกันขึ้นรถในที่จอดรถ
เด็ก ๆ ถามพ่อว่าจะขอไปกินไอศกรีมต่อได้ไหม พ่อพูดชัดเจนว่า
ไม่ได้ วันนี้ไม่ใช่วันหยุด เราถอยรถออกจากที่จอด
แล้วทุกคนจึงรู้ว่าไปไหนไม่ได้ไกล เพราะการชกต่อยเริ่มกระจายในกลุ่มคนในที่จอดรถ
ที่บอกว่า กระจาย ก็เพราะว่าไม่มีใครรู้ว่าใครอยู่ข้างใคร
คนดำต่อยคนดำ คนขาวต่อยคนขาว คนละตินต่อยคนละติน
และทุกคนที่หลงอยู่กลางกลุ่มก็ถูกลูกหลงไปตาม ๆ กัน
วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเป็น การจลาจลสีผิว
แต่คนที่อยู่ในเหตการณ์รู้ดีว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ใครใคร่ต่อยต่อย
คนกลุ่มหนึ่งเกิดเลือดเดือดจากการดูมวยและนึกอยากชกใครสักคน...ใครก็ได้ทั้งนั้น
พ่อกับพี่ชายของฉันซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้าของรถกลายเป็นผู้ชมอีกครั้ง
คนจำนวนหนึ่งกำลังชกต่อยกันอยู่ข้างหน้าต่างรถที่มิตซ์นั่งอยู่ และล้มลงใส่รถ
มิตซ์จ้องมองเหมือนถูกสะกด จนกระทั่งเขาเห็นคนหนึ่งชักมีดขนาดเท่ามีดของคนขายเนื้อออกมา
ปลายมีดพุ่งเข้าใส่เหยื่อเคราะห์ร้ายที่ยืนพิงอยู่ข้างกระจกด้านที่มิตซ์นั่ง
มิตซ์หันมาทางพ่อเพื่อหาความอุ่นใจ แต่พบว่าเบาะของพ่อว่างเปล่า
พ่อเปิดประตูออกไป กดล็อก แล้วปิดกลับเข้าไป
ก่อนที่จะวิ่งอ้อมรถไปยังชายคนที่ถือมีด พ่อเข้าไปใกล้ชายคนนั้นจนยืนประจันหน้ากัน
ก่อนจะตะโกนเสียงดัง แต่ด้วยน้ำเสี้ยงที่หนักแน่นว่า
เก็บมีดเดี๋ยวนี้ ขึ้นรถแล้วออกไปก่อนที่จะมีใครเจ็บตัว
ชายคนนั้นถึงกับตะลึง แต่ก็ทำตามโดยดี จากนั้นพ่อตะโกนใส่คนที่เหลือด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
เป็นเสียงที่มีเหตุผลและสงบราบเรียบท่ามกลางความสับสนนี้
พอแล้ว แยกย้ายกันไปได้แล้ว ทุกคนขึ้นรถ กลับบ้านไป
น่าประหลาดที่การชกต่อยหยุดลงได้ ทุกคนตรงไปที่รถกันหมด ยกเว้นชายคนหนึ่ง
พ่อเคลื่อนตัวไปที่ผู้ก่อเหตุคนสุดท้าย แม้ว่าพ่อจะเตี้ยกว่าเกือบ 15 เซนติเมตร
และน้ำหนักน้อยกว่าชายอารมณ์รุนแรงคนนี้สัก 22 กิโลกรัม แต่พ่อกลับไปไม่หวั่นไหวเลย
ผมบอกว่าเลิกได้แล้ว ขึ้นรถ แล้วออกไปเดี๋ยวนี้เลย
ชายคนนี้ขยับเข้ามาหาพ่อ พ่อพูดซ้ำด้วยเสียงกระซิบที่ฟังชัด แม้จะในที่จอดรถที่เงียบสนิทแห่งนี้
ผมขอให้คุณพาลูกชายขึ้นรถและกลับบ้านไป แล้วผมไม่อยากพูดซ้ำอีก
ชายคนนั้นหมุนตัว คว้าแขนลูกชาย และสบถถ้อยคำหยาบคาย ออกมาเบา ๆ ขณะเดินไปที่รถ
พ่อกลับขึ้นรถ ขณะขับออกจากที่จอดรถ พ่อก็หันไปหาเด็ก ๆ
และพูดว่า ไปหาไอศกรีมกินกันดีกว่านะ
ฉันเองไม่รู้แน่ แต่เข้าใจว่าปลายมีดที่จ่อเข้ามาใกล้ตัวลูกชาย
ปลุกให้พ่อต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง
ฉันสงสัยว่าในนาทีที่ต้องตัดสินใจนั้น...ตัดสินใจที่จะออกไปเผชิญหน้ากับมีด...
พ่อพร้อมที่จะเอาชีวิตเข้าปกป้องลูก ฉันสงสัยว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่เห็นแก่ตัว
แต่เป็นการกระทำของชายคนหนี่งที่ไม่คิดถึงตัวเอง มีชีวิตอยู่เพื่อความรัก
และร้องหาพระเจ้าอย่างไม่นึกสงสัยว่าจะทำไม่สำเร็จเลย
บัดนี้ฉันเข้าใจพ่อดีขึ้น และนึกขำตัวเองที่คิดว่าพ่อไร้น้ำยา
ฉันยังเด็ก และพ่อทรงภูมิปัญญาที่ปัญญาอันน้อยนิดของฉันไม่อาจเข้าใจได้
ปัญญานี่เองที่ทำให้พ่อมีพลัง
พ่อรู้ว่าการต่อสู้ของฉันกับพี่ชายในวัยรุ่นเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไร
และเราต้องรู้จักจัดการกันเอง
พ่อเคารพในสิทธิของเราที่จะ เรียนรู้ที่จะเลือกว่าต้องการต่อสู้ หรือไม่ต้องการ
พ่อจากพวกเราไปแล้ว
และฉันยกย่องพ่อที่เลือกฝ่ายคุณธรรม และพร้อมเอาชีวิตเข้าแลก
เราเลือกที่จะสู้หรือไม่สู้ก็ได้
และคนมีพลังก็จะเลือกที่จะไม่สู้
เบธ คล้าก